หน้าแรก  :  เกี่ยวกับเรา  :  สมัครสมาชิก  :  ติดต่อเรา  :  บริจาค
บทความที่ควรอ่าน: การช่วยเหลือของภาครัฐ
การช่วยเหลือของภาครัฐ
Views: 12204

การช่วยเหลือของภาครัฐ

        จากการร่วมประชุมสัมมนา  การเข้าพบรัฐมนตรี  ผู้ช่วยรัฐมนตรี  ผู้อำนวยการกองและการเป็นอนุกรรมการการศึกษาของ กทม. พอสรุปการช่วยเหลือของภาครัฐ  ดังนี้

กระทรวงศึกษาธิการ

พ.ร.บ. การจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551

         มาตรา ๓ ในพระราชบัญญัตินี้
        “คนพิการ” หมายความว่า  บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม  เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น  การได้ยิน  การเคลื่อนไหว  การสื่อสาร  จิตใจ  อารมณ์  พฤติกรรม  สติปัญญา  การเรียนรู้  หรือความบกพร่องอื่นใดประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษาที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด  เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวันหรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป  ทั้งนี้  ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด

        มีโรงเรียนให้ผู้พิการเรียนร่วม  3007  โรงเรียน  หากมีหนังสือรับรองความพิการจากแพทย์  ทางโรงเรียนจะจัดทำ  “แผนการศึกษาเฉพาะบุคคล” (Individual Educational Plan หรือ IEP) ให้เด็กๆ จะรู้สึกเรียนไม่ยาก หากเด็กมีอาการมาก  ไม่สามารถเรียนร่วมได้ก็จะสามารถไปเรียนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษในแต่ละจังหวัดได้  นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนที่จัด  "ชั้นเรียนคู่ขนาน"  50 แห่งทั่วประเทศ  สอบถามที่สำนักงานเขตการศึกษาทุกจังหวัด  ทุกคนมีสิทธิ์เรียนได้โดยไม่เสียเงิน

        เด็กสมาธิสั้นตาม  พ.ร.บ นี้  มิได้เป็นผู้พิการ  หากทางโรงเรียนจัดให้อยู่ในประเภท "พฤติกรรมและอารมณ์"  ขอบอกว่าไม่ใช่เพราะเด็กออทิสติกและเด็กแอลดีก็มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์หรือแม้แต่เด็กธรรมดาทั่วไปก็มีปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์เช่นกัน  เด็กสมาธิสั้นไม่พิการเพราะหายได้

        เด็กออทิสติกและเด็กแอลดีก็ไม่น่าใช่เด็กพิการ  เด็กแต่ละคนมีความเป็นอัจฉริยะในตัวเอง  บางคนมีหลายด้าน   บางคนมีด้านเดียว  ถ้าเด็กเหล่านี้เป็นผู้พิการเชื่อได้ว่า จะไม่มีใครสามารถค้นคิดสิ่งแปลกใหม่ให้เราได้ใช้กันจนทุกวันนี้เพราะ ผู้ปกติทั้งหลายไม่เคยคิดอะไรได้  นอกจากลอกเลียนแบบและทำตาม

กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์

พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 ระบุว่า

        มาตรา ๔  ในพระราชบัญญัตินี้
        “คนพิการ” หมายความว่า  บุคคลซึ่งมีข้อจำกัดในการปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน  หรือเข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคม  เนื่องจากมีความบกพร่องทางการเห็น  การได้ยิน  การเคลื่อนไหว  การสื่อสาร  จิตใจ  อารมณ์  พฤติกรรม สติปัญญา  การเรียนรู้  หรือความบกพร่องอื่นใด  ประกอบกับมีอุปสรรคในด้านต่างๆ และมีความจำเป็นเป็นพิเศษ  ที่จะต้องได้รับความช่วยเหลือด้านหนึ่งด้านใด  เพื่อให้สามารถปฏิบัติกิจกรรมในชีวิตประจำวัน  หรือ  เข้าไปมีส่วนร่วมทางสังคมได้อย่างบุคคลทั่วไป  ทั้งนี้  ตามประเภทและหลักเกณฑ์ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ประกาศกำหนด

        ผู้พิการจะต้องนำใบรับรองแพทย์ไป  จดทะเบียนคนพิการ  ที่สำนักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงมนุษย์ประจำเขต และ  ขอใช้สิทธิ์โดยจะได้รับเงินช่วยเหลือเป็นรายเดือนๆ ละ  500 บาท  เมื่อเติบโตต้องการกู้เงินจะต้องยื่นเรื่องกับคณะกรรมการกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้พิการ  ได้รายละ 50,000 บาท

        เด็กสมาธิสั้นมิใช่ผู้พิการเพราะหายได้  แต่จำเป็นต้องได้รับการช่วยเหลือเนื่องจากค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดูและดูแลสูงมาก  ในประเทศเบลเยี่ยม  ค่าใช้จ่ายสูงกว่าเด็กทั่วไปถึง 6 เท่า ในประเทศไม่มีการเก็บตัวเลขแต่เท่าที่ทราบ  พ่อแม่ที่เป็นคนชั้นกลาง จ ะกลายเป็นคนมีปัญหาติดขัดทางด้านการเงิน  ส่วนคนชั้นล่าง ไม่ต้องพูดถึง  เพราะเลี้ยงตามมีตามเกิด  ส่วนใหญ่จะไม่หายและสร้างปัญหาให้สังคม  รวมทั้งเป็นผู้แพร่พันธุ์อักด้วย  เด็กสมาธิสั้นที่หายมักเป็นเด็กที่พ่อแม่เป็นคนมีฐานะและความรู้

         เด็กสมาธิสั้นจึงควรได้รับความช่วยเหลืออย่างยิ่ง

           จากการเยี่ยมชมสถานพินิจหนึ่งแห่ง  มีเด็กฐานะด้อยเป็นส่วนใหญ่  ที่ประพฤติผิดกฏหมาย  เช่น  เสพยา  ขายยา  ลักขะโมย  ทำร้ายผู้อื่น  ฯลฯ  และ  ผ่านกระบวนการศาลศาลเยาวชน  ต้องเข้ารับการช่วยเหลือและกักกันในสถานพินิจ  แทนที่จะต้องติดคุก  และ  ต้องเข้ารับการบำบัด  ณ โรงพยาบาลของศาลแห่งหนึีง  ปรากฏว่า  เด็กเหล่านี้เป็นเด็กสมาธิสั้นถึง 80 เปอร์เซ็นต์  มีปัญหาอารมณ์ซึมเศร้าและอารมณ์แปรปรวน  ประพฤติผิดกฏหมายเพราะในวัยเด็ก  ขาดความช่วยเหลือที่ถูกต้อง  ขาดตวามรักและความอบอุ่นจากครอบครัว  จนรู้สึกแย่และกลายเป็นเยาวชนที่เป็นผู้ร้าย 

           ภาครัฐจะปล่อยให้เป็นเช่นนี้อยู่อีกกี่ปี  จึงจะคิดช่วยเหลือเด็กที่น่าสงสารเหล่านี้  พวกเขามีไอคิวดี  แต่พ่อแม่มีฐานะด้อย  ต้องตีนถีบปากกัด  ไม่สามารถช่วยเหลือลูกได้


กระทรวงสาธารณสุข

        เมื่อมีบัตรผู้พิการ  สามารถใช้บริการบัตรทองเพื่อขอยา  Ritalin  ฟรี เพราะเป็นยาที่ไม่ได้อยู่ในบัญชีหลัก  แต่ทั้งนี้และทั้งนั้นปัจจุบันยาตัวนี้  อย.ได้เปลี่ยนเป็นยาที่นำชื่อทางเคมีมาใช้คือ "Methylphenidate" และ ยา "Ritalina" มาแทนยา "Ritalin" ทั้งๆที่ ราคามิได้แตกต่างกันมาก  แต่ผลของยากลับแตกต่างกัน

         Ritalin   เด็กจะนิ่งและสามารถทำการบ้านได้เองและตั้งใจทำงานในชั้นเรียนได้นานประมาณ 4 ชั่วโมง  ผลการเรียนจะพลิกจากหน้ามือเป็นหลัง  แต่ปัจจุบัน  อย. ไม่ได้สั้งแล้ว      

           Ritalina และ Methylpenidate  เด็กจะนิ่งและมักเหม่อลอย อาการนิ่งจะน้อยกว่ายาตัวเดิม   เด็กบางคนจะมีอาการก้าวร้าวเมื่อรับประทานยาตัวนี้  ทั้งหมดนี้คือ  สิ่งที่ผู้ปกครองบางส่วนที่เคยให้ลูกรับประทานยาตัวเดิม  แจ้งและเปรียบเทียบให้เราฟัง 

            สิ่งที่ผู้ปกครองส่วนใหญ่ที่มีฐานะปานกลางและยากจนต้องการคือยาชื่อ Concerta ซึ่งมีฤทธิ์นานถึง 12 ชั่วโมงและเด็กไม่ต้องนำยา Ritalin ไปรับประทานที่โรงเรียนเพราะเด็กมักลืม  ประกอบกับเด็กเกรงว่าเพื่อนจะล้อเลียนว่า "กินยาแก้บ้า"  ผู้ปกครองต้องนำไปฝากครูให้ช่วยเหลือ  แต่ครูก็ลืมเช่นกันเมื่อนึกได้จะให้เพื่อนไปหยิบยาให้โดยพูดว่า "ไปหยิบยาแก้บ้ามาให้เพื่อนเธอกินหน่อย"

            เด็กสมาธิสั้นถูกทำร้ายจิตใจเป็นประจำทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน  จนเกิดความรู้สึก "แย่ ไม่รู้เกิดมาทำไม"  ขาดความภาคภูมิใจในตนเอง  ในที่สุดจะเป็นโรคซึมเศร้าและโรคอารมณ์แปรปรวนและไม่หาย  กลายเป็นปัญหาของตนเอง  ครอบครัวและสังคม

             เด็กสมาธิสั้นที่มีฐานะจึงมีโอกาสหายได้ไม่ยาก แต่เด็กยากจนไม่หายเพราะขาดโอกาส

             ภาครัฐจึงควรนำยา "Concerta" เข้าในบัญชียาหลักเพื่อจะได้จ่ายให้คนไข้ที่ใช้ "บัตร 30 บาท" ได้โดยเจรจากับบริษัทยาให้ขายในราคาที่ถูกที่สุดเท่าที่จะเป็นได้  ทั้งนี้เพื่อเด็กสมาธิสั้นจะได้ไม่กลายเป็นผู้ด้อยโอกาส  ไม่เท่าเทียมเด็กมีฐานะ  ทั้งๆที่โอกาสหายอยู่แค่เอื้อม 

 การช่วยเหลือประชาชนของภาครัฐ ไม่ควรตีตราว่า “คนพิการ”  เพราะไม่มีบุคคลใดพิการ  การตีตราเท่ากับเป็นการตอกย้ำให้เสียกำลังใจและเป็นที่รังเกียจของสังคม  โดยที่บุคคลเหล่านี้เพียงแต่มี  “ความต้องการพิเศษ” เท่านั้นและมิได้ต้องการเป็นคนพิเศษแต่อย่างใด

กรุงเทพมหานคร

        ยึดหลัก “คนพิการ” ตาม พ.ร.บ. พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์

        มีโรงเรียนกรุงเทพมหานครรับเด็กเรียนร่วม  67 แห่ง และจะเปิดเพิ่มขึ้นอีกเท่าที่จะทำได้

ภาครัฐอยู่ได้เพราะประชาชน ประชาชนทุกประเภทต้องอยู่ได้เพราะภาครัฐ มิใช่ดำรงชีวิตอยู่ได้พร้อมทั้งถูกตั้งสมญานามว่า "ผู้พิการ"  ต้องอยู่อย่างยากไร้และต้องต่อสู้ตีนถีบปากกัดอย่างแสนสาหัส   เข้าไม่ถึงบริการทางการแพทย์และยาดี ๆ เพราะภาครัฐทุ่มงบประมาณไปทางด้านอื่นซึ่งสำคัญน้อยกว่าสุขภาพของประชาชนผู้ด้อยโอกาสเหล่านี้

ภาครัฐต้องช่วยเหลือประชาชนที่ไม่อยู่ในสภาrที่จะช่วยเหลือตัวเองได้เพราะไม่อยู่ในระบบราชการทหารและพลเรือน   ระบบรัฐวิสาหกิจและลูกจ้างในระบบแรงงาน  มีชีวิตอยู่ได้ด้วยการตีนถีบปากกัดด้วยตนเอง  แต่ต้องจ่ายภาษีมูลค่าเพิ่มให้ภาครัฐ  เพียงแค่ซื้อบะหมี่สำเร็จรูปเพียงหนึ่งห่อมาประทังชีวิตตนเองให้ดำรงอยู่ได้

ภาครัฐโปรดช่วยดูแลปัจจัย 4 ของประชาชนผู้ยากลำบากและอยู่นอกระบบด้วยเถิด



 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเรา  สมัครสมาชิก  ติดต่อเรา  บริจาค
Copyright©2017 adhdthai.com
Powered by SMEweb