หน้าแรก  :  เกี่ยวกับเรา  :  สมัครสมาชิก  :  ติดต่อเรา  :  บริจาค
บทความที่ควรอ่าน: การช่วยเหลือนอกจากยา
การช่วยเหลือนอกจากยา
Views: 11038

 การช่วยเหลือนอกจากยา

        นอกจากยาแล้ว  เรายังต้องให้ความช่วยเหลือด้านอื่นๆอีก  เด็กที่มีสมาธิสั้น  ทำให้ครอบครัวมีความเครียดได้มากหากไม่ช่วยเหลือให้ถูกทาง  เด็กอาจจะเป็นตัวรบกวนความสงบสุขในครอบครัว  พ่อแม่จำเป็นต้องช่วยให้เด็กสามารถควบคุมพฤติกรรมได้  โดยการจัด กิจกรรมที่บ้านที่เด็กต้องทำในวันจันทร์ถึงวันศุกร์  และ  กิจกรรมในวันหยุด  ที่เด็กต้อง  ทำทุก ๆ วัน ให้เป็นไปอย่าง  สม่ำเสมอ  ตามเวลาที่กำหนดไว้  หรือที่เรียกว่า "ตารางกิจวัตรประจำวัน"  และที่สำคัญที่สุด  ต้องมีกำหนดเวลาการเล่นเกมซึ่งปัจจุบันกลายเป็นยาเสพติดของเด็ก  หากพ่อแม่ไม่ควบคุมให้เป็นไปตามตารางเวลา  จะเสียใจภายหลังเพราะคุมไม่ได้ 

        ตารางเวลาบางครั้งต้องยืดยุ่น  เมื่อเด็กไม่สบายหรือมีอาการเครียดมาจากโรงเรียน เมื่อเด็กทำได้ตามเวลาต้องไม่ลืม  "ชมเชย"   

       ไม่ว่าจะเป็นเวลาตื่นนอน  เวลาแปรงฟันล้างหน้า  อาบน้ำ  รับประทานอาหาร  ไปโรงเรียน  เวลาทำการบ้าน  เวลาเล่น  หรือ  เวลาเข้านอน  พยายามอย่าพาลูกไปในที่ที่มีสิ่งกระตุ้นมากเกินไป  เช่น ในห้างสรรพสินค้าหรือบริเวณที่มีผู้คนจ้อกแจ้กจอแจ  ควรพาไปเที่ยวในที่ๆ เป็นธรรมชาติจะเหมาะสมกว่า  หรือพากันไปเทียววัดทีเก่าแก่  เพื่อกราบพระและชมศิลปะตามผนังและประตูและหน้าต่างโบสถ์และวิหารที่แสนจะงดงาม  จนเด็กคุ้นเคยกับการไปเที่ยวธรรมชาติและเที่ยววัด  มากกว่าเที่ยวห้าง

       

        พ่อแม่มักให้ความสนใจที่จะ  ดุว่า เด็กกลุ่มนี้เมื่อทำผิด  เช่น  รบกวนผู้อื่น  พูดแล้วไม่ฟังและไม่ทำ  เป็นต้น  แต่ที่จริงแล้วพ่อแม่ควรเปลี่ยนมาให้ความสนใจ เมื่อลูกมี พฤติกรรมที่ดี  ให้คำชม  กอดลูก  หรือให้รางวัลเป็นพิเศษตามสมควร  การทำเช่นนี้จะช่วยส่งเสริมให้เด็กเกิด  ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและรักคุณแม่/คุณพ่อ

        ไม่ควรใช้  การตี เพื่อแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของเด็กกลุ่มนี้  แต่ควรใช้วิธีอื่นที่จะได้ผลมากกว่า  เช่น  หากลูกซุกซนมาก  จนพ่อแม่หงุดหงิด  ควรทำเป็น ไม่ใส่ใจและเดินหนี ไปเสีย  หากลูกตื่นเต้นมากเกินไป ให้หากิจกรรมอื่นมาเบี่ยงเบนความสนใจ  หากลูกแสดงความ ก้าวร้าว ให้แยกลูกออกมา  ให้ลูก นั่งอยู่เงียบ ๆ คนเดียว  สักพักจนกว่าจะสงบลง  แล้วค่อยพูดถึงพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องรวมทั้งผลของมัน  เมื่อลูกสงบลงแล้ว

        การดูแลเลี้ยงดูและช่วยเหลือลูกตามข้างต้น  ทางการแพทย์เรียกว่า การปรับพฤติกรรมเด็กและพฤติกรรมพ่อแม่  จะต้องทำควบคู่กับการใช้ยาซึ่งเด็กจะมีอาการดีขึ้นจนหายได้ในที่สุด

        การปรับพฤติกรรมพ่อแม่และเด็ก ทำไม่ยาก  แต่ไม่ง่าย  พ่อแม่ต้องเข้า ร่วมกิจกรรมกับเราและเรียนรู้วิธีทำ มิใช่สุ่มสี่สุ่มห้าทำเอง โรงพยาบาลศิริราช จะจัดปีละหนึ่งถึงสองครั้งและ  ชมรมผู้ปกครองฯ จัดปีละหลายครั้ง เพื่อให้สมาชิกเรียนรู้ และ  นำไปปฎิบัติได้อย่างถูกต้องและให้ผลดีกับลูก

การเรียนของเด็กสมาธิสั้น

        ระเบียบกฎเกณฑ์ในห้องเรียน  จะยิ่งทำให้เด็กสมาธิสั้นมีปัญหามากขึ้น  ครูจำเป็นต้องให้ความช่วยเหลือเด็กด้วยความเมตตา  โดย แยกสอนเด็กเป็นกลุ่ม ๆ แทนที่จะสอนรวมกัน (ห้องเรียนคู่ขนาน)  เด็กสมาธิสั้นที่ต้องเรียนกับเพื่อนกลุ่มใหญ่มักวอกแวกง่าย  เบื่อง่าย  และ ยังต้องการ  คำชมและกำลังใจเป็นอย่างมาก  กว่าจะทำงานแต่ละชิ้นให้เสร็จ  การสอนพิเศษ  ตัวต่อตัว  อาจช่วยได้มาก  เด็กบางคนทำงานกับครูพิเศษ  แค่ครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมงจะสามารถทำงานได้มากเท่ากับทำที่โรงเรียนทั้งวัน (ห้องเรียนสอนเสริม)

        พึงระลึกไว้ว่า  เด็กสมาธิสั้นอาจเรียนได้ดีเท่าเพื่อน ๆ เพราะเด็กมีสติปัญญาปกติ  เพียงแต่ไม่สามารถจัดการกับงาน  ตามความรับผิดชอบได้อย่างเป็นระเบียบและยังขาดความใส่ใจในงานอีกด้วย  เมื่อได้รับความช่วยเหลืออย่างถูกทาง เด็กจะเรียนได้  บางคนเรียนได้ดีมากด้วยซ้ำไป

        "ยา" ไม่สามารถทำให้เด็กมีอาการดีขึ้นหรือหายได้  เพราะมิได้รักษาอาการที่ต้นเหตุ  แต่ช่วยให้เด็กนิ่งได้แค่ชั่วระยะเวลาหนึ่งเท่านั้น  จะต้องใช้ควบคู่ไปกับ  การปรับพฤติกรรมของทั้งเด็กและของพ่อแม่  พร้อมทั้งให้ความรักโดยไม่มีเงื่อนไข

        พ่อแม่อาจเคยได้ยินว่า  มีวิธีการรักษาเด็กสมาธิสั้นหลายวิธีด้วยกัน โดยไม่จำเป็นต้องใช้ยากับเด็ก  กรณีเช่นนี้มักใช้กับเด็กที่มีอาการน้อยเท่านั้น  ถ้ามีอาการที่จิตแพทย์เด๋กวินิจฉัยว่าเด็กจะต้องใช้ยา  การช่วยเหลือด้วยวิธีอื่นจะต้องควบคู่ไปกับการรักษาทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

       การนำเด็กเรียนพิเศษจนมากเกินไป  ทำให้เด็กเครียดและขาดความสุขในวัยเด็ก  จริงๆแล้วควร  พาเด็กเล่นกีฬาทีไม่มีกฎเกณฑ์หรือรุนแรงมากเกินไป  เช่น คาราเต้  เตควันโด้  ต่อยมวย  ฟันดาบ  แต่ควรพาไปว่ายน้ำ  เพื่อให้ข้อต่อแขนขาได้ทำงานเต็มที่  การวิ่งเร็ว  เพื่อให้กล้ามเนื้อขาแข็งแรง  การเล่นแบบไทยๆ ฯลฯ  การออกกำลังกายจะช่วยทำให้เด็กสนุกและรู้สึกดี  มีระเบียบวินัยมากขึ้นและห่างไกลเกม

       

การออกกำลังกายแบบพิเศษ

       บางคนเชื่อว่า หากทำให้เด็กกลุ่มนี้มีการเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อให้มากขึ้น อาจจะแก้ปัญหาของเด็กได้  เนื่องจากเด็กสมาธิสั้นมักมีปัญหาในด้านนี้อยู่  อย่างไรก็ตาม  เรื่องนี้ไม่ใช่สาเหตุโดยตรงที่ทำให้เด็กเกิดอาการสมาธิสั้นเช่นกัน  ถึงกระนั้นบางครั้งก็พบว่าการออกกำลังกายให้ข้อดี  ทำให้พ่อแม่ให้ความสนใจเป็นพิเศษแก่เด็ก  ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นและความรู้สึกในด้านดีต่อตัวเด็กและจะทำให้เด็กเรียนรู้กฎกติกามากขึ้น  ที่สำคัญคือ  รู้สึกสนุกสนานกับการเล่นซึ่งมีผลทำให้เด็กเครียดน้อยลง

การให้อาหารพิเศษ

       บางคนเชื่อว่า  มีอาหารบางชนิดทำให้เด็กมีอาการสมาธิสั้น  เช่น  สารแต่งสี  แต่งกลิ่น  น้ำตาล  และอาหารประเภท  ถั่ว  ข้าวโพด  ช็อกโกแลต  ข้าวสาลี  พ่อแม่หลาย ๆ คนจึงให้เด็กงดอาหารเหล่านี้  โดยคิดว่าจะทำให้อาการดีขึ้นได้  การงดอาหารบางประเภท ไม่อาจจะช่วยแก้ปัญหาในเด็กได้  หากไม่ให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ แก่เด็ก  แต่อย่างไรก็ตาม อาหารประเภทขนมหวาน  ขนมแต่งสีแต่งกลิ่นและแต่งรส  มิใช่ของดีและเป็นสิ่งที่เด็กหรือผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทาน  หากรู้สึกอยากรับประทาน  ควรเลือกรับประทานขนมสุขภาพ  ที่มีส่วนผสมของๆดี เช่นแป้งควรใช้แป้งจากข้าวกล้องหรือข้าวกล้องงอก  ไม่ใช้สารต่างๆเข้าไปผสมปนเปื้อน  น้ำตาลควรเป็นน้ำตาลที่ไม่ฟอกสี  เป็นต้น

การให้วิตามิน

         การให้วิตามินควรเป็นวิตามินสำหรับเด็ก ในกรณีที่เป็นเด็ก เช่น โอเมก้า 3 และ วิตามีนบี 6 ซึ่งมักจะมาในรูปวิตามินบีรวม  ควรเริ่มแต่น้อยและรับประทานวันเว้นวัน  จนกว่าร่างกายจะปรับรับสิ่งแปลกใหม่ได้  จึงรับประทานทุกวัน  ควรรับประทานพร้อมอาหารและควรเป็นมื้อเดียวกันทุกวัน  จึงจะดีที่สุด  เมื่อเริ่มใหม่ๆ  ถ้าเด็กรู้สึกมีอาการมึน  ไม่สดใส  ต้องลดจำนวนลงให้ไม่มีอาการเหล่านี้  จนกว่าร่างกายจะเคยชิน  เป็นที่น่าสังเกตว่า  ผู้สูงอายุส่วนใหญ่  ถ้ามีกำลังเงิน มักจะรับประทานโอเมก้า 3 6 9  วิตามินบีรวม  วิตามีนอี  วิตามินรวมและแร่ธาตุ และวิตามีนซี  เพื่อพยุงอาการเสื่อมของสมองทางด้านความจำ  การจัดการ และการบริหารและลดความเครียด  จึงเป็นเรื่องน่าคิดว่า  เด็กเหล่านี้ความจริง  มีอาการคล้ายผู้ศูงอายุ  เช่น  ขี้ลืม  ขี้น้อยใจ  ชอบพูดเรื่องที่ตนชอบ  ขี้เบื่อ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะสมองน่าจะยังพัฒนาไม่เค็มที่  น่าจะรับประทานวิตามินด้วยเช่นกันหรือไม่ 

ปัจจุบันมีวิธีการช่วยเหลือทางเลือก  อย่างมากมาย  เช่น  การให้อ๊อกซิเย่น  การฝังเข็ม  การสร้างความสมดุลโดยการปรับเปลี่ยนเรื่องอาหาร ฯลฯ  สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเสียหาย  เพัยงแต่เสียเงินเพิ่มมากขึ้น  แต่ก็ยังไม่มีข้อพิสูจน์ที่ชัดเจนว่าจะช่วยให้เด็กดีขึ้นหรือหายได้  ควรจำไว้เสมอว่า  ต้องทำควบคู่กับการพบจิตแพทย์  ปรับพฤติกรรมพ่อแม่และเด็ก  จนกว่าอาการของเด็กจะดีขึ้น

การแพทย์ทางเลือก

          คุณพ่อคุณแม่ คุณปู่คุณย่าและคุณตาคุณยาย  รวมทั้งคุณครู  มักไม่อยากให้เด็กรับประทานยา  เพราะเกรงว่าจะไม่ดีเนื่องจากมีการผสมยาบ้าร่วมด้วย  แม้แต่เพียงเล็กน้อยก็ไม่ชอบ และ  หาทางหลีกเลี่ยงยา  พยายามสรรหาแพทย์ทางเลือกหลายๆ ด้าน เช่น

          -  การปรับเปลี่ยนเรื่องอาหารการกินเพื่อให้เกิดความสมดุล โดยใช้หลักสูตรพิเศษ

          -  การทำ HEG 

             Hemoencephalogram หรือ HEG คือการใช้แสงอินฟราเร็ด  ตรวจวัดการไหลเวียนของโลหิตที่สมองส่วนหน้า  ถ้าปรากฏสีน้ำเงินที่สายคาดที่หน้าผาก แสดงว่าการไหลเวียนของโลหิตที่สมองส่วนหน้าไม่ดี   ถ้าสีแดงแสดงว่า การไหลเวียนของโลหิตดีเพราะมีอ๊อกซิเยนไหลเวียนดี  การไหลเวียนของโลหิตที่สมองส่วนหน้า  จะมีส่วนสัมพันธ์กับคลื่นสมอง  ถ้าคลื่นสมองช้า  การทำงานของสมองก็จะพลอยทำงานช้าไปด้วย

           การใช้  HEG  Neurofeedback  จึงมีส่วนช่วยทำให้เด็กสมาธิสั้น  เด็กแอลดี  เด็กออทิสติกและเด็กที่มีความวิตกกังวลสูง  รวมทั้งผู้ป่วยจิตเภท  ใช้ได้ผลดี เพราะช่วยเพิ่มเลือดไปเลี้ยงสมองส่วนหน้า  จึงทำให้สมองทำงานได้ดีขึ้น  ศ.พญ.เพ็ญแข  ลิ่มศิลา  ได้ทำการวิจัยการใช้วิธีการนี้ในกลุ่มเด็กทั้ง 3 กลุ่ม  รวมทั้งเด็กแอสเพอร์เกอร์  เด็กที่มีอาการซึมเศร้าและจิตเภท  ปรากฏว่าได้ผลดี แต่ผู้ปกครอง ต้องใช้ร่วมกับการรักษาตามวิธีทางการแพทย์  ผลที่เกิดขึ้นจะดีมากกว่า  มีโรงพยาบาลถึง 16 แห่งที่ใช้การบำบัดด้วยการทำ HEG         

             - การใช้ EEG Neurofeedback  ไม่ปรากฏว่าสามารถทำให้โรคใดหายได้  แต่เป็นการช่วยกระตุ้นให้คลื่นสมองทำงานดีขึ้นและกระตุ้นให้เลือดไปเลี้ยงสมองเฉพาะสวนดีขึ้น  การใช้วิธีการนี้ต้องทำในระยะเวลานาน  อย่างน้อย 1-2 ปี อาจจะเห็นผลที่ดีขึ้น  แต่อย่างไรก็ตามทาง อย.ของสหรัฐ  ได้ให้การยอมรับเฉพาะเรื่องการทำให้เกิดการผ่อนคลายเท่านั้น

            -  การใช้ยาจีนและยาสมุนไพร

            -  การใช้อ๊อกซิเจนบำบัด (Hyperbaric Chamber)

            -  การใช้แม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอ่อนบำบัด

            -  การใช้เซลล์ซ่อมเซลล์บำบัด (ชีวโมเลกุล - Biomolecular Therapy) เป็นการนำเซลล์ส่วนที่เล็กที่สุดของวัว ไปซ่อมเซลล์ของมนุษย์ที่ไม่ดีหรือเสื่อม  ให้ทำงานดีขึ้น  เช่น  เซลล์สมองใช้ซ่อมเซลล์สมอง  เซลล์ไตใช้ซ่อมเซลล์ไต ฯลฯ  การใช้เซลล์ซ่อมเซลล์จะแตกต่างกับการใช้เสต็มเซลล์โดยสิ้นเชิง  การใช้เซลล์ซ่อมเซลล์อาจทำได้หลายวิธี  ทั้งหมดจะขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของแพทย์ที่ประจำ ณ ศูนย์ชีวโมเลกุลแห่งเอเซีย การบำบัดเช่นนี้ อย.ถือว่าเป็นการรับประทานอาหารเสริม  สำหรับบุคคลที่มีความเสื่อมมาก  บางรายจะดีขึ้น  แต่บางรายจะหมดความอดทนและเลิกบำบัด  สำหรับรายที่ดีขึ้น จะเป็นเพราะมีความเชื่อมั่น และ ประกอบกับหมดทางที่จะรักษาและบำบัดด้วยวิธีอื่นแล้ว  อย่างไรก็ตาม  ทุกอย่างต้องขึ้นอยู่กับสภาพภายในของแต่ละคน  บางคนอาจดีขึ้นภายใน 1-3 เดือน  แต่บางคนอาจเป็นปี  บางคนอาจไม่ดีขึ้น  ถ้าความเสื่อมของเซลล์สลับซับซ้อนมาก  จนผู้ป่วยไม่อดทนต่อการรักษาและมองเห็นแต่ผลเสีย

           - การตรวจก้นหอยที่นิ้วมือและนิ้วเท้า เป็นเพียงการทำเพื่อหาข้อบกพร่องของเด็กซึ่งยังมิใช่ผลทาง วิทยาศาสตร์

           - การฝังเข็ม เป็นการช่วยตามศาสตร์ของจีนซึ่งจะให้ผลดีในระยะแรก  ต้องใช้เวลานาน  เด็กอาจไม่ทนเจ็บและรำคาญ  พ่อแม่เองก็อาจจะไม่อดทน ประกอบกับต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญจริง ๆ มิใช่เป็นเพียงหมอจีนที่มีคนบอกต่อ  สถานฝังเข็มที่น่าเชื่อถือ คือ ที่ ร.พ บ้านสวน ที่ ถนนจรัลสนิทวงศ์

         - Interactive Metronome Treatment เป็นการช่วยเหลือให้ผู้ทีมีปัญหาการทำงานของสมองให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น  ทำให้การเชื่อมต่อของกลไกทางสมองและระบบประสาททำงานได้เร็วและดีขึ้น  การช่วยเหลือด้วยวิธีนี้  ได้รับการพัฒนามาตลอดเพราะเชื่อว่ามีประโยชน์มาก   หากทำควบคู่กับการทำกิจกรรมบำบัดหรือที่เรียกว่า  การทำเอสไอจะดีมาก  มีงานวิจัยหลายชิ้นมากนับตั้งแต่ ค.ศ 1990 หรือ พ.ศ 2533 และ ยังเชื่อว่า  เมื่อได้รับการบำบัดแล้ว การทำงานของสมองและระบบประสาทจะดีขึ้นเพราะได้รับการซ่อมแซมฟื้นฟู

             การบำบัดจะใช้ชุดหูฟังกับผู้มีปัญหาและเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์ซึ่งสั่งให้ผู้ที่ได้รับการบำบัดเขยิบหรือเคลื่อนไหวแขนขาตามค่ำสั่งอย่างต่อเนื่อง  จนมีอาการควบคุมตนเองให้จดจ่อ ไม่วอกแวกไปตามสิ่งเร้า  มีการพัฒนาการเรียนรู้  การรับรู้  จนสามารถควบคุมตนเองในเรื่องกิจวัตรประจำวันและการเรียนได้จนเป็นที่น่าพอใจ  โดยเฉพาะเด็กสมาธิสั้น  มีการทำวิจัยเปรียบกับเด็กสมาธิสั้น 2 กลุ่ม  ปรากฏว่ากลุ่มที่ได้รับการบำบัดมีพฤติกรรมดีขึ้นมาก

             ใคร ๆ ก็สามารถทำได้หากได้รับการฝึกหัดให้ใช้เครื่องนี้  แต่นักกิจกรรมบำบัดและนักอรรถบำบัดจะทำได้ดีที่สุด เพราะสามารถประเมินความบกพร่องและความก้าวหน้าของผู้ที่มีปัญหาได้ดี

             ปัจจุบันการบำบัดเช่นนี้ยังไม่เป็นที่แพร่หลายในประเทศไทย แต่เป็นที่สนใจของทางการแพทย์เป็นอย่างยิ่ง

             - และอื่น ๆ อีกมากมาย

การบำบัดนอกจากยาที่จิตแพทย์สั่งแล้ว  ต้องขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของผู้ปกครองโดยตรง  ไม่มีอะไรไม่ดี  มีแต่ดีมากดีน้อย  ช้าหรือเร็ว  มีแต่้แย่มากแย่น้อย  ใช้เงินมากหรือเงินน้อย   แต่ที่แน่ ๆ คือ  ทุกอย่างขึ้นอยู่กับกลไกในตัวเด็ก   เด็กทุกคนไม่เหมือนกัน   ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและสภาพสมอง   รวมทั้งสภาพจิตใจและวงจรชีวิตของแต่ละคนและ"กฏแห่งกรรม" ซึ่งไม่มีใครทราบได้ว่า  ใครจะเป็นอย่างไร  ชีวิตของแต่ละคนถูกกำหนดมาแล้วทั้งสิ้น   หากคุณเป็นชาวพุทธ

ดีที่สุดขอให้ติดต่อชมรมฯ ที่่โทร. 08-9328439 เพื่อปรึกษาหารือก่อนตัดสินใจรักษาโดยแพทย์ทางเลือก



 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเรา  สมัครสมาชิก  ติดต่อเรา  บริจาค
Copyright©2013 adhdthai.com
Powered by SMEweb