จากการศึกษาวิจัยในปัจจุบันพบว่าเมื่อเด็กอยู่ในวัยหนุ่มสาวอาจมีความเป็นไปได้ดังนี้

1.    อาการหายไป   ร้อยละ 30 ของเด็กที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้น  จะมีอาการดีขึ้นจนไม่มี่ปัญหาอะไร เชื่อว่ากลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มีสาเหตุมาจากพัฒนาการล่าช้า  เมื่อเริ่มเป็นผู้ใหญ่สมองพัฒนาดีขึ้น อาการไม่อยู่นิ่ง และไม่มีสมาธิจะหายไป

2.    อาการดีขึ้น  เด็กสมาธิสั้น จำนวนร้อยละ  40 จะยังคงมีอาการอยู่บ้างแต่ก็จะไม่ก่อให้เกิดปัญหามากเท่าใด ส่วนใหญ่แล้วอาการอยู่ไม่นิ่งจะลดลงแต่อาการสมาธิไม่ดีจะยังคงอยู่  แต่เนื่องจากเมื่อเด็กโตขึ้นแล้ว  จะมีการควบคุมตนเองได้ดีขึ้น  รู้จักมีกลยุทธ์ที่จะช่วยให้ตนเองทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น  นอกจากนี้การเรียนในมหาวิทยาลัย ก็ไม่ได้มีวิชามากมายครอบจักรวาลไปหมดอย่างการเรียนสมัยเป็นเด็ก  เพราะเขาสามารถเลือกเรียนวิชาเฉพาะที่เขาชอบได้  ดังนี้แม้จะมีอาการสมาธิบกพร่องอยู่บ้างแต่ก็จะไม่ทำให้เกิดปัญหารุนแรง

3.    อาการแย่ลง ร้อยละ 30 ของเด็กที่วินิจฉัยว่าเป็นโรคสมาธิสั้นจะมีอาการแย่ลงเมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ นั่นคือ อาการของโรคสมาธิสั้นทั้งอยู่ไม่นิ่ง สมาธิไม่ดี และขาดความยับยั้งชั่งใจยังคงมีอยู่ แถมยังมีปัญหาทางสุขภาพจิตรุนแรงตามมา  เช่น ติดสุรา สารเสพย์ติด และมีบุคลิกภาพแบบอันธพาล กลุ่มนี้มักมีอาการอยู่ไม่นิ่ง และขาดความยับยั้งชั่งใจอย่างรุนแรงในตอนเด็ก อาการดังกล่าวทำให้เกิดปัญหาทางอารมณ์ พฤติกรรม และความสัมพันธ์กับผู้อื่นไม่ดี  ทั้งหมดนี้แก้ได้ค่อนข้างยาก และจะส่งผลในระยะยาวหากเด็กรายใดมีปัญหาพฤติกรรมเกเร เช่น หนีโรงเรียน ขโมยของ โกหกบ่อย ๆ ร่วมด้วย ก็สามารถคาดการณ์ได้ว่า เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่ ปัญหาจะยิ่งรุนแรงขึ้น