หน้าแรก  :  เกี่ยวกับเรา  :  สมัครสมาชิก  :  ติดต่อเรา  :  บริจาค
บทความที่ควรอ่าน: เพิ่มศักยภาพเด็กด้วยการปลูกฝังจิตใต้สำนึก
เพิ่มศักยภาพเด็กด้วยการปลูกฝังจิตใต้สำนึก
Views: 19548

เพิ่มศักยภาพเด็กด้วยการปลูกฝังจิตใต้สำนึก

พ่อแม่/ผู้ปกครอง/ครูหรือผู้หลักผู้ใหญ่ต่างวิตกกังวลว่า ทำไมเด็กไทยในสังคมปัจจุบัน จึงมีพฤติกรรมที่แปลกแยกผิดเพี้ยนไปจากเดิมมาก ไม่เคารพเชื่อฟังพ่อแม่/ผู้ปกครอง/ครูและผู้หลักผู้ใหญ่ที่บ้านและที่โรงเรียน ดื้อดึงอยากจะทำอะไรก็ทำ ไม่แคร์กับค่ำสั่งสอนของผู้หลักผู้ใหญ่ เป็นต้นว่า ชอบแต่งตัวโป๊ นุ่งกางเกงขาสั่นจู๋ ใส่เสิ้อโป๊ ไม่รู้จักอาย เราจะเห็นเด็กผู้หญิงแต่งตัวเช่นนี้เกลื่อนเมือง แม้แต่ในวัดวาอาราม ชอบออกไปทำตัวเด่นตามท้องถนนและในที่สาธารณะ เป็นจำนวนมากที่เดินคลอเคลียหรือกอดกับเด็กผู้ชายโดยไม่อายผีสางเทวดา มีเซ็กซ์ก่อนวัยอันควรหรือกินเบียร์กินเหล้าและสูบบุหรี่หน้าตาเฉย ที่หนักข้อถึงขั้นเสพยา

 เราจะโทษใครดี เด็กหรือพ่อแม่/ผู้ปกครอง/ครู/ผู้หลักผู้ใหญ่ เราโทษใครไม่ได้ นอกจากจะบอกว่าเป็นเพราะสภาพสังคมเปลี่ยนไป สังคมที่เต็มไปด้วยการเร่งรีบและแข่งขัน พ่อแม่/ผู้ปกครอง/ครู/ผู้หลักผู้ใหญ่ จึงไม่มีเวลาเพียงพอที่จะเลี้ยงดูลูกอย่างถูกวิธีเพราะ เช้าก็รีบไปทำงาน ค่ำก็กลับบ้าน เวลาจะพูดกับลูกน้อยมากและมักจะพกความเครียดติดตัวกลับมาบ้าน ลูกไม่รู้จะหันหน้าไปพึ่งใคร ปู่ย่าตายายก็อยู่ไกล จึงยึดเพื่อนเป็นที่พึ่ง เพื่อนดีก็พากันดี เพื่อนไม่ดีก็พากันเตลิดเปิดเปิงเถิดเทิงกันไป พ่อแม่ได้แต่มองตาปริบๆ นอนตาไม่หลับเหมือนมีใครนำไม้จิ้มฟันมาถ่างตาไว้ ไม่รู้จะพิชิตลูกให้หายดื้อคึงได้อย่างไร น่าเห็นใจอย่างยิ่ง

 

พ่อแม่/ผู้ปกครอง/ครู/ผู้หลักผู้ใหญ่สมัยใหม่ เลี้ยงดูและดูแลลูกด้วยการนำความวิตกกังวลในอนาคตของลูกมาเป็นเป้าหมายของการเลี้ยงดู กลัวว่าลูกจะเรียนหนังสือไม่เก่ง จะไม่ได้ทำงานดีๆมีเงินเดือนสูง ลูกจึงเติบโตด้วยการฝากไว้กับโรงเรียนใหญ่มีชื่อเสียงและการเรียนพิเศษ ทำกิจกรรมราคาแพง เช่น การเรียนดนตรี การเรียนเทนนิส ฯลฯ จนลืมดูว่าในสมองของลูกบรรจุความจำอะไรไว้บ้าง นับตั้งแต่รู้เดียงสา ระดับเตรียมอนุบาล จนจบวัยประถม สิ่งที่ถูกบันทึกไว้เป็นของดีหรือของเสีย ยิ่งผู้ที่ด้อยฐานะ ยิ่งแย่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อยู่ในเมืองใหญ่ ถ้าเป็น ในชนบทที่ยังไม่เจริญมาก สิ่งที่ถูกบันทึกไว้ยังคงเป็นของดีเป็นส่วนใหญ่

ด้วยเหตุนี้ ในปัจจุบันสังคมจึงสับสน แยกไม่ออกว่าอะไรเป็นของดีอะไรเป็นของเสีย ใครเป็นคนดี ใครเป็นคนไม่ดี ทำอะไรอย่างไรจึงจะดีกับตนเองและดีกับผู้อื่น สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องสร้างตรอบครัวและสังคมที่ดี ชึวิตของผู้คนในสังคมส่วนใหญ่จึงจะเป็นสุขได้

การเติบโตของเด็กหนึ่งคน จากเด็กเล็ก จนเป็นวัยรุ่น จะขึ้นอยู่กับสิ่งที่เด็กจดจำไม่มีวันลืมเลือน เมื่อเติบโตเป็นหนุมสาวและเป็นผู้ใหญ่ก็จะขึ้นอยู่กับความจำเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้จะบ่งบอกพฤติกรรมของคนๆนั้น

 ความจำที่ไม่มีวันลืมเลือนนี้คือ จิตใต้สำนึก มิใช่ จิตสำนึก

จิตใต้สำนึก ไม่มีวันเลือนลางหายไปตลอดชีวิต นอกจากต้องล้างออกด้วยการสะกดจิตจากผู้ที่ชำนาญการจริงๆเท่านั้น ในประเทศไทยหายากจริงๆแล้วจะทำอย่างไรดี นอกจากจะต้องเรียนรู้ด้วยตนเองและปรับเปลี่ยนวิธีเลี้ยงดูหรือดูแลช่วยเหลือลูกอย่างถูกวิธี ไม่ว่าจะเป็นเด็กธรรมดาหรือเด็กพิเศษ ถ้าอดทนและใช้ความเพียรพยายามก็จะประสบความสำเร็จ ไม่ยาก ขอให้ท่านกลับไปอ่านและทำความเข้าใจกับ "หน้าแนะนำเวป" ของเราและปฏิบัติตามก็จะช่วยให้ประสบความสำเร็จโดยไม่ยาก

จิตใต้สำนึกบงการความคิด พฤติกรรมและอารมณ์ของทุกคน

ศักยภาพของเด็กทุกคนจะขึ้นอยู่กับการปลูกฝังจิตใต้สำนึกของพ่อแม่/ผ้ปกครอง/ครู/ผู้หลักผู้ใหญ่รอบตัวเด็ก นี่คือความสำคัญของจิตใต้สำนึก มิใช่จิตสำนึก แต่ผู้ใหญ่ต้องมี "จิตใต้สำนึก" ที่ดีเช่นกัน จึงจะสามารถปลูกฝัง "จิตใต้สำนึก" ที่ดีให้ลูกหลานของตนเองได้ ผู้ใหญ่จึงควรปรับและล้างจิตใต้สำนึกของตนเองให้ "ของเสีย" เหลือน้อยที่สุดและตั้งหน้าตั้งตา "แก้ไขตนเอง" เลิกแก้ไขผู้อื่น เลิกเห็นว่า "ตนเองเป็นคนดี" และ "ผู้อื่นเป็นคนเลว" เสียก่อนจึงจะสามารถ "ปลูกฝังจิตใต้สำนึก" ให้ลูกหลานของตนได้

จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว ควบคุมการดำรงชีวิตของทุกคน จิตมีอำนาจและอิทธิพลเหนือมนุษย์ ไม่มีใครรู้ว่า จิตตั้งอยู่  ณ ที่ใดในร่างกายของเรา จิตควบคุมการทำงานของสมอง ของร่างกาย อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของทุกคน ถ้าเปรียบเทียบกับรถยนต์ ตัวรถคือร่างกาย เครื่องยนต์คือสมอง "ผู้ถือพวงมาลัยรถคือจิต" รถจะถึงจุดหมายปลายทางอย่างปลอดภัยก็เพราะคนขับผู้ถือพวงมาลัยนั้่นเอง

จิตมนุษย์แบ่งเป็น 3 ประเภท

 จิตเหนือสำนึก เป็นเรื่องอธิบายยาก ต้องประสบด้วยตนเอง ฝรั่งเรียกว่าซิกซ์เซ็นส์ (Six Sense) พูดง่ายๆคือการที่เรารู้ล่วงหน้าว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นนั่นเอง

จิตสำนึก คือจิตที่รู้ผิดชอบชั่วดี รู้จักใช้เหตุและผล รู้ว่าอะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ อะไรที่ดีอะไรที่ไม่ดี จิตสำนึกนี้ครอบงำการทำงานของสมองเพียง 5 เปอร์เซ็นเท่านั้น ถ้าจะเปรียบก็เหมือนสิ่งที่อยู่บนหน้าจอคอมพิวเตอร์เท่านั้น ถ้าไม่ปรากฏก็จะไม่รู้ไม่เห็น คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดคิดว่าการทำดีหรือไม่ดีเป็นเพราะจิตสำนึก ความจริงไม่ใช่

จิตใต้สำนึก จิตตัวนี้แหละสำคัญที่สุด มีอิทธิพลต่อการทำงานของจิตสำนึก จิตใต้สำนึกเป็นแหล่งเก็บข้อมูล ความทรงจำ ประสบการณ์ที่ได้เห็น ได้ยิน ได้พูด ได้ทำ ไม่ว่าใครจะทำหรือตัวเราทำ จะถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกทันที เหมือนข้อมูลที่เก็บไว้ในไฟล์คอมพิวเตอร์ คลิกเมื่อใดได้เรื่องทันที เนื้อหาสาระจะปรากฏบนหน้าจอคอมทันที ข้อมูล ความทรงจำ ประสบการณ์ทุกด้านจะถูกบันทึกไว้ในจิตใต้สำนึกทุกนาที ทุกชั่วโมง ทุกวัน ทุกสัปดาห์ ทุกเดือน ทุกปี� ทั้งปีทั้งชาติ จนกว่าจะตาย จะตายยังนึกถึงเสียงไก่ร้องก่อนหมดลม ถ้าคนนั้นมีอาชีพเชือดไก่ ทุกอย่างจะติดทนนานอยู่ในจิตใต้สำนึกตั้งแต่เริ่มรู้เดียงสา

สิ่งที่เกิดขึ้นที่บ้าน เด็กจะบันทึกไว้ เมื่อไปโรงเรียนในระดับอนุบาลและประถม สิ่งที่ครูทำและเพื่อนทำจะถูกบันทึกไว้ เมื่อเป็นวัยรุ่น/หนุ่มสาว/ผู้ใหญ่ จะรู้จักเลือกจิตใต้สำนึกเองได้ ถ้าได้ถูกปลูกฝังจิตใต้สำนึกเป็นอย่างดีมาตั้งแต่แรกเริ่มรู้เดียงสา ทั้งจากที่บ้านและที่โรงเรียน เช่น ถ้าเห็นเพื่อนคนที่เราไม่ชอบเดินสวนทางมา จิตใต้สำนึกจะสั่งให้หน้าเราบึ้งทันที แต่ถ้าเรารู้จักเลือกจิตใต้สำนึก เมื่อเพื่อนคนนี้ทำให้โกรธ เราจะต้องรู้จักให้อภัยเพื่อน ไม่ถือสาเพื่อน เมื่อเพื่อนคนนี้เดินผ่าน หน้าตาเราจะยิ้มแย้มแจ่มใสและทักทายเพื่อน เราก็จะสร้างเพื่อนได้ง่าย เป็นต้น สิ่งที่ถูกปลูกฝังมาคือ "การให้อภัยผู้อื่น"

จิตใต้สำนึกมีถึง 95 เปอร์เซ็น จิตใต้สำนึกจะครอบงำจิตสำนึกและสั่งจิตสำนึกถ้าจิตใต้สำนึกเป็นขยะก็จะส่งกลิ่นขึ้นมายังจิตสำนึก ถ้าจิตใต้สำนึกเป็นดอกไม้หอมกลิ่นหอมจะส่งกลิ่นมายังจิตสำนึก ทำให้ความรู้สึกนึกคิดและการกระทำของผู้นั้นถูกต้องตามหลักธรรมะ

ฮิตเลอร์ปลูกฝังจิตใต้สำนึกคนเยอรมันให้เกลียดคนยิว ด้วยการโฆษณาชวนเชื่อว่า ชาวยิวไม่ดีทำลายคนเยอรมันและประเทศเยอรมัน จะทำให้สิ้นชาติ ผลที่เกิดดีเกิดคาด ฮิตเลอร์สามารถสังหารคนยิวด้วยวิธีการต่างๆที่แสนจะทรมานเป็นล้านคน แต่ในที่สุดฮิตเลอร์และบรรดาทหารใกล้ชิดต้องประสบชะตากรรมทุกคนโดยศาลระหว่างประเทศที่เมืองนูเลมเบิร์ก

บางประเทศผู้มีอำนาจใช้สื่อโฆษณา ป้ายสีฝ่ายที่มีความคิดเห็นแตกต่างให้ลงในจิตใต้สำนึกของผู้ฟังพวกของตน จนฝ่ายตรงข้ามเป็นที่เกลียดชังของกลุ่มคนที่เป็นพวกของตน จนเกิดกลียุคกันในหลายประเทศ ถึงกับให้ทหารออกมารบราฆ่าฟันพลเมืองของตนเองอย่างทารุณ แต่แล้วตนเองก็ไม่พ้นชะตากรรมทั้งสิ้น นี่คืออิทธพลของการปลูกฝังจิตใต้สำนึกแบบผิด ๆ การโฆษณาทางสื่อที่ผิดเพี้ยนไปจากข้อเท็จจริงหรือใส่สีตีไข่ สามารถสร้างจิตใต้สำนึกผิดๆให้ผู้ดูผู้ฟังได้เช่นกัน

การปลูกฝังจิตใต้สำนึกให้ได้ผลมากที่สุด จำเป็นที่จะต้องรู้เรื่องการทำงานของคลื่นสมองด้วย

คลื่นเบต้า ขณะที่ตื่นเต็มที่จะเกิดการรับรู้ สามารถใช้ความคิดและแสดงความรู้สึกทางอารมณ์ได้

คลื่นอัลฟ่า ขณะที่รู้สึกตัว จิตจะเพ่งอยู่ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่จะมีอาการเหม่อลอย

คลื่นเธทต้า ขณะที่กำลังจะนิ่ง ยังคงรู้ตัว พอได้ยินและมองเห็นภาพ แต่ตอบสนองไม่ได้ทันที จิตใต้สำนึกเริ่มเปิด เริ่มปลูกฝังจิตใต้สำนึกด้วยการเล่านิทานท่ี่สอนเด็กให้รู้จักความขยันและอดทน เช่น เรื่องเต่ากับกระต่าย

คลื่นเดลต้า ขณะอยู่ในอาการนิ่งหลับลึก จิตใต้สำนึกเปิดตัวเต็มที่ การปลูกฝังจิตใต้สำนึกจะได้ผลมาก ให้นิทานที่กำลังเล่ามาจบลงที่ " นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า..........

การปลูกฝังจิตใต้สำนึก จะต้องเกิดจากการกระทำและพูดให้เด็กเห็นและได้ยินเป็นประจำ ทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน โดยพ่อแม่/ผู้ปกครอง/ครู/ผู้หลักผู้ใหญ่ที่อยู่รอบตัวเด็ก มิใช่ปลูกฝังโดยการพูดสั่งสอนเจื้อยแจ้วไปเรื่อย สิ่งที่พูดจะไม่ลงไปในจิตใต้สำนึกของเด็กนอกจากเข้าหูซ้ายทะลุหูขวา ด้วยเหตุนี้ปู่ย่าตายายจึงนิยมเล่านิทานให้ลูกหลานฟัง ตอนนอนกลางวันและก่อนหลับในเวลากลางคืนเป็นประจำ บางครอบครัวเล่าตั้งแต่ยังนอนแบเบาะอยู่ในเปลด้วยการร้องเพลงเห่กล่อม

พ่อแม่/ผู้ปกครอง/ครู จะต้องปลูกฝังจิตใต้สำนึกให้เด็กด้วยการประพฤติปฏิบัติให้เด็กเห็นเป็นตัวอย่างได้ด้วยการที่ตนต้อง นั่นคือต้องสร้างจิตใต้สำนึกให้ตนเองใหม่ ของเก่าที่ไม่ดีเกี่ยวกับลูกหรือผู้อื่นต้องล้างออกให้หมดด้วยการเพียรทำบุญทุกวัน ตามหลักทาน ศีล ภาวนา เท่านั้น มิฉะนั้นทุกอย่างจะกลายเป็นเรื่องยาก เพราะตนเองก็ไม่สามารถปฏิบัติให้เด็กเห็นได้เช่นกัน

สิ่งที่ควรปลูกฝังในจิตใต้สำนึกของเด็กตั้งแต่รู้เดียงสา มีดังต่อไปนี้

- ความรักความเมตตาที่มีต่อเด็ก ผลที่ได้คือเด็กจะรักและเชื่อฟังเมื่อเติบโตขึ้น รู้จักให้ความรักและเมตตาต่อผู้อื่น

- การทำบุญทุกวันด้วยการทำทาน รักษาศีล 5 และการสวดมนต์ภาวนา ผลที่ได้คือเด็กจะเป็นนคิดดี พูดดี ทำดี มีสติและมีปัญญาที่จะควบคุมพฤติกรรมและอารมณ์ตนเอง ไม่ทำให้ตนเองและผู้อื่นเดือดร้อน โตขึ้นจะเป็นเด็กที่มีความสุขและมีแต่คนรักใคร่เอ็นดู สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นและให้เกียรติผู้อื่น

- ความกตัญญูที่มีต่อบิดามารดา เมื่อเด็กโตขึ้นจะรู้จักการแสดงความกตัญญูต่อพ่อแม่/ครูของตน

- หน้าที่และความรับผิดชอบ เช่น เมื่อถึงเวลาที่กำหนด เด็กจะต้องเลิกเล่นหรือดูทีวี ต้องทำการบ้าน การมอบหมายให้รับผิดชอบงานบ้านง่ายๆ เช่น มีหน้าที่ยกกับข้าว ล้างแก้ว ฯลฯ

- การอยู่ร่วมกับผู้อื่น ภายในบ้านและที่โรงเรียนจะต้องได้ยินวลีเช่นนี้บ่อย ๆ "ไม่เป็นไร.....ช่างมันเถอะ.....เราทำใหม่่ได้....เราโชคดี.....ขอโทษ.....ขอบคุณ.....ฯลฯ..."

- การใฝ่รู้ ต้องพาเด็กไปร้านหนังสือ ไปห้องสมุด ดูหนังสารคดี ฯลฯ เมื่อโตขึ้นเด็กจะเข้าใจการเรียนรู้ด้วยตนเอง ไม่รู้เฉพาะเท่าที่เรียนหรือแค่ตำรับคำราเท่านั้น

- การรักของสาธารณะ เช่น การักษาหน้าบ้านให้สะอาดและสวยงาม การไม่ทิ้งขยะในที่สาธารณะ ไม่ทำสิ่งแวดล้อมเสีย ฯลฯ

- การมีระเบียบวินัยและรู้จักสมบัติผู้ดี

- อื่น ๆ ตามที่เหมาะสม

เมื่อเด็กถูกเลี้ยงดูด้วยการปลูกฝังจิตใต้สำนึกเช่นนี้ เด็กจะรักและเคารพพ่อแม่และครู จะทำให้เกิดการเชื่อฟังและความพยายามที่จะทำให้พ่อแม่และครูมีความสุขและสมหวัง

ศักยภาพของเด็กจะเพิ่มขึ้น ทั้งด้านการเรียน พฤติกรรมและอารมณ์ เด็กจะมีความภาคภูมิใจในตนเอง ภายในบ้าน ในโรงเรียนและสังคมจะเป็นสุขเพราะเด็กได้รับการปลูกฝังจิตใต้สำนึกมาอย่างดี "จิตสำนึกจะดีไปด้วย" เมื่อเด็กเติบโตขึ้นจะเป็นผู้ใหญ่ที่ปฏิบัติตนตามหลักธรรมะได้เป็นอย่างดี บ้านและสังคมจะเป็นสุข

***************



 
หน้าแรก  เกี่ยวกับเรา  สมัครสมาชิก  ติดต่อเรา  บริจาค
Copyright©2016 adhdthai.com
Powered by SMEweb